รีวิว : The Wall (2018) เณรกระโดดกำแพง

เณรกระโดดกำแพง

ภาพยนตร์เรื่องที่ 7 ผลงานการเขียนบทและกำกับฯ โดย บุญส่ง นาคภู่ ผู้เคยฝากผลงานจาก คนจนผู้ยิ่งใหญ่ สถานี 4 ภาค วังพิกุล ธุดงควัตร มหาลัยวัวชน ฉากและชีวิต ถือเป็นหนึ่งในคนที่จัดอยู่ในทำเนียบบุคลากรคุณภาพของแวดวงภาพยนตร์บ้านเราเลย สำหรับ สืบ บุญส่ง นาคภู่ ซึ่งหากใครไม่รู้จักแกก็อาจจะคุ้นหน้าคุ้นตาจากบทเอ็กซ์ตร้าหนังไทยมาบ้าง แต่หากคนที่เคยได้ผ่านตาผลงานของแกแล้ว ก็แทบจะหลับตานึกถึงบรรยากาศหนังของแกได้ โดยเฉพาะวิธีการนำเสนอที่ดูมีความเป็นงานสารคดีที่ซ่อนเมสเซจทรงพลังจับต้องได้ มีความคลุกฝุ่นเปื้อนโคลนแบบลงไปขลุกเป็นชีวิตจริงเป็นลายเซนต์เฉพาะตัว

เณรกระโดดกำแพง

เรื่องย่อ : The Wall (2018) เณรกระโดดกำแพง

เรื่องราวของ “เณรกระโดดกำแพง” เป็นเรื่องราวที่เล่าซ้อนกันระหว่าง “โลกแห่งความฝัน” และ “โลกแห่งความเป็นจริง”

โดยใน “โลกแห่งความจริง” จะเล่าถึง “สืบ” (บุญส่ง นาคภู่) ที่กำลังเดินทางหาโลเคชั่นกับทีมงาน 2 คน เพื่อที่จะสร้างภาพยนตร์เกี่ยวกับตัวเขาในวัยเด็กที่เคยบวชเรียนเป็นเณร อันเนื่องมาจากฐานะที่ไม่ค่อยสู้ดี แต่ด้วยความฝันที่ต้องการจะแสดงและกำกับภาพยนตร์ จึงทำให้ตัวเขายอมรับผลที่ตามมา แม้จะยากเย็นก็ตาม ซึ่งในเรื่องราวส่วนนี้จะเห็นถึงความยากลำบากของทีมงานรวมถึงตัวสืบ ที่มักจะเจออุปสรรคมากมาย ทั้งเรื่องทุนและความไม่พร้อมในหลาย ๆ ด้าน รวมถึงภาระของแต่ละคนที่มากมาย

ส่วนใน “โลกแห่งความฝัน” จะเล่าถึงตัวภาพยนตร์ที่สืบคิดจะทำ โดยมี “รุ่ง” เด็กหนุ่มที่จำต้องบวชเรียนเป็นเณร เนื่องด้วยฐานะที่ยากจน แต่รุ่งนั้นมีความฝันก็คือ การได้รับชมภาพยนตร์และได้สร้างภาพยนตร์นั่นเอง จึงทำให้รุ่งมักจะกระโดดกำแพงวัดเพื่อไปดูภาพยนตร์กลางแปลง จนเกิดแรงบันดาลใจ ทำให้เขาอยากทำภาพยนตร์นั่นเอง โดยในส่วนนี้จะเล่าเป็นแบบย้อนอดีต และมีการเพิ่มเรื่องราวในชีวิตเณรรุ่งที่น่าสนใจอย่างมาก ทั้งเรื่อง รักครั้งแรก การทะเลาะวิวาท และชีวิตอันโลดโผนมากมาย

) เณรกระโดดกำแพง

รีวิว : The Wall (2018) เณรกระโดดกำแพง

ภาพยนตร์เรื่องนี้กำลังสื่อถึงอุดมการณ์ที่เราตั้งใจจะทำอะไรให้แน่วแน่ มันพูดถึงความฝันที่เกิดขึ้นภายในหัวของเรา ซึ่งแน่นอนว่ามันยิ่งใหญ่ภายในหัวของเราแน่นอน แต่พอลองมาทำจริง ๆ ในโลกแห่งความเป็นจริง มันก็จะพบว่า แท้จริงมันไม่ได้ง่ายแบบที่คิดไว้ มันมีอุปสรรคขวางกั้นตลอดเวลา ซึ่งสิ่งเหล่านี้อาจจะเป็นสิ่งที่บอกกับเราว่า “มันควรจะพอได้แล้ว” แต่ในขณะเดียวกัน มันก็คือ “บททดสอบ” ที่ลองใจเราว่า เราจะทำมันต่อดีไหม ซึ่งในภาพยนตร์เรื่องนี้ ทำให้เราเห็นตอนที่คุณสืบกำลังครุ่นคิดอยู่กับอดีตของตัวเองว่าถ้าทำต่อ มันจะดีหรือไม่

เณรกระโดดกำแพง

เณรกระโดดกำแพง มีสองเส้นเรื่องหลักที่เดินขนานกันไป คือ เรื่องชีวิตผู้กำกับสืบเองเดินทางกลับบ้านเกิดพร้อมพาน้อง ๆ ทีมงานมาดูโลเกชันถ่ายหนัง แถมยังต้องพยายามคุมงบจากทุนสร้างที่แสนจะจำกัดจำเขี่ยเพื่อให้ได้ทำหนังออกมา และอีกเส้นเรื่องคือ เรื่องราวของ รุ่ง เด็กหนุ่มบ้านนอกจน ๆ ที่ต้องออกมาหาโอกาสการศึกษาด้วยการบวชเณร โดยที่เจ้าตัวมีความฝันอยากเป็นนักแสดงอยู่ในหัวและมีเป้าหมายสอบมหาวิทยาลัยเพื่อเข้าไปเรียนสาขาการละคร ซึ่งทั้ง 2 ส่วนนี้ มันก็คือเรื่องราวในชีวิตของตัวผู้กำกับเองทั้งหมด

เปรียบชีวิตของเณรน้อยคืออดีต และผู้กำกับหนังนอกกระแสที่ไม่ได้อยู่ในสปอร์ตไลต์คือปัจจุบัน หนังเล่าสลับชีวิตสองช่วงนี้ขนานกันไปในรูปแบบกึ่งสารคดี ซึ่งอบอวลไปด้วยบรรยากาศท้องนาตามต่างจังหวัด และสภาพแวดล้อมสังคมในชายผ้าเหลืองของตัวละคร ทั้งสองส่วนนี้มีเรื่องราวที่แสดงให้เห็นถึง ‘ทางเลือก’ ของตัวละคร มีเงื่อนไขตรงหน้าให้ต้องเลือก ซึ่งเป็นส่วนที่ทำให้อุดมการณ์หรือเมสเซจของตัวหนังเข้มแข็งชัดเจน ไม่ว่าเณรรุ่งที่ต้นทุนชีวิตไม่มี เขาจึงต้องมาบวชเณรเพื่อได้เรียนหนังสือ และความฝันที่อยากเป็นนักแสดงที่ดูโคตรจะห่างไกลความเป็นไปได้ หรือ ผกก. สืบ ที่เส้นทางการทำหนังของเขาดูไร้ซึ่งแสงสว่าง แต่ทั้งสองคน สองวัยที่แตกต่าง มีสิ่งที่โอบอุ้มเหมือนกันคือ ‘ความฝัน’

เณรกระโดดกำแพง

เณรกระโดดกำแพงคือหนังอีกหนึ่งเรื่องของ สืบ บุญส่ง นาคภู่ ที่ยังคงอบอวลกลิ่นอายของคนจนในต่างจังหวัด บทเรียนและแรงบันดาลใจเรียล ๆ จากตัวหนัง ที่ไม่จำเป็นต้องโวยวายโหวกเหวก ขึ้นรถไฟเหาะตีลังกา แร้นแค้นแสนสาหัส ดราม่าร้อยแปด ก็ทำให้คนดูสามารถอิน และสร้างแรงฮึดให้ชีวิตได้ หนังมันสะท้อนความเชื่อในอุดมการณ์ของคน ๆ หนึ่ง ที่ดื้อรั้นทำสิ่งที่ตัวเองรัก ตัวเองเชื่อมาตลอด ไม่เปลี่ยนแนวทาง นี่คือเมสเซจที่ยิ่งใหญ่เหนืออื่นใด ที่หนังส่งมาถึงคนดูให้รู้สึกและสัมผัสได้

ตัวอย่าง : The Wall (2018) เณรกระโดดกำแพง