Eye of the Storm

เรื่องย่อ : Eye of the Storm (2023)

หตุเกิดในปี 2003 ในเช้าวันหนึ่งหมอเซี่ยเจิ้ง กำลังจะออกเวรกลับบ้านซึ่งหนังเปิดหน้าให้คนดูรู้ว่าหมอเซี่ยกำลังอยู่ในภาวะง่อนแง่นในชีวิตคู่อันเนื่องมาจากการทำงานหนักในหน้าที่หมอทำให้เกิดอาการเบื่อหน่ายซึ่งหนึ่งคนที่ไม่พอใจที่หมอเซี่ยเป็นที่มักจะไม่รับคนไข้คือบุรุษพยาบาลอั้งไทเหอ แต่เมื่อออกไปไม่เท่าไหร่หมอเซี่ยก็มีคนไข้ด่วนเข้ามาทำให้เขาต้องเข้ามาผ่าตัดคนไข้คนนั้นโดยมีผู้ช่วยคือแพทย์ฝึกหัดหลี่ซิงเหยียน ที่รู้สึกไม่ต่างจากบุรุษพยาบาลอั้งและสองคนนี้เป็นคู่รักกัน แต่แล้วเมื่อภารกิจเสร็จสิ้นโรงพยาบาลไทเปยูไนเต็ดก็ถูกปิดไม่ให้คนข้างในออกเพราะต้องสงสัยว่าจะมีผู้ป่วยโรคซาร์สเข้ารับการรักษาอยู่ แล้วเหตุการณ์ก็เริ่มบานปลายเมื่อบุคลากรทางการแพทย์ในโรงพยาบาลเริ่มล้มป่วยด้วยอาการของโรคที่ไม่รู้วิธีรักษา หมอเซี่ยจึงเริ่มค้นหาต้นตอของคนไข้ที่ต้องสงสัยคนแรกร่วมกับนักข่าวที่เข้ารับการรักษาในโรงพยาบาลในขณะที่เมื่อมีผู้ป่วยมากขึ้นเจ้าหน้าที่ทางการแพทย์ก็ประท้วงเพราะโรคซาร์สเป็นอันตรายถึงชีวิตแล้วพวกเขาจะผ่านวิกฤตินี้ไปได้อย่างไร
Eye of the Storm

รีวิว : Eye of the Storm (2023)

เรียบง่ายสไตล์ไต้หวันที่มาตามครรลองของหนังแนวโรคระบาด เมื่อดูเรื่องนี้ไม่มีทางที่จะไม่นึกถึงหนังแนวโรคระบาดคลาสสิคที่เคยผ่านตามาทั้ง Outbreak (1995) หรือ Contagion (2011) เพราะโครงเรื่องไม่ต่างกันคือมีการระบาดของโรคชนิดใหม่ที่ไม่มีทางรักษาและต้องสืบหาต้นตอคือพาหะนำโรคและในที่นี้คือคนไข้คนแรกที่เป็นโรคซาร์ส หนังไม่ได้บอกว่าอ้างอิงจากเรื่องจริงเลยไม่ทราบว่าสร้างจากเรื่องจริงหรือไม่แต่ก็เดาว่าใช่เพราะสถานการณ์ตอนนั้นเป็นเรื่องใหญ่ระดับโลกจริง

เพียงแต่หนังจากไต้หวันเรื่องนี้เลือกที่จะไม่หวือหวาเร้าใจแบบ Outbreak และไม่ไปทางละเอียดละเมียดเหมือน Contagion แต่มีสไตล์เป็นของตนเองนั่นคือเล่าจากภาวะภายในของบุคลากรทางการแพทย์เป็นตัวนำแล้วให้เหตุการณ์ที่ยากจะควบคุมเป็นตัวสนับสนุน หนังจึงออกมาไม่เร่งรีบค่อยๆไปผ่านมุมมองของสามตัวละครหลักที่ต้องติดอยู่ในโรงพยาบาลที่เกิดการระบาด แล้วเมื่อโรคระบาดจะสามารถทำให้ตายในเวลาอันรวดเร็วภาวะข้างในและสัญชาตญาณเอาชีวิตรอดจึงโดดเด่นทำให้กลายเป็นความเหมือนที่แตกต่าง

Eye of the Storm

เป็นหนังที่มีหัวใจและเล่นเรื่องดราม่างายๆที่มองเห็นการเชิดชูบุคลากรทางการแพทย์ เรื่องของหมอที่ทำงานหนักจนไม่มีเวลาให้ครอบครัวจนชีวิตคู่ต้องตกอยู่ในภาวะง่อนแง่นหรือเรื่องของหนุ่มสาวที่มีฝันร่วมกันมีความรักสดใส แต่แล้วต้องมาเจอกับสถานการณ์ความเป็นความตายที่ทำให้บางอย่างอาจต้องเปลี่ยนไปที่ท้าทายความเป็นบุคลากรทางการแพทย์ด้วยหัวใจมองยังไงก็ยังเป็นเรื่องสามัญที่สามารถเกิดขึ้นได้เพราะแพทย์และพยาบาลก็ยังเป็นคนที่เจ็บได้ร้องให้เป็น ซึ่งก็คือการเล่าเรื่องดราม่าธรรมดาที่เคยเห็นในแบบของไต้หวันแต่คราวนี้ชัดเจนว่ามาในทางเชิดชูบุคลาการทางการแพทย์ที่ย้อนกลับไปตอนนั้นที่กลายมาเป็นแนวทางเป็นบทเรียนให้ไต้หวันรับมือกับวิกฤติโควิดได้ดีที่สุดของโลกประเทศหนึ่ง

หนังเต็มไปด้วยสถานการณ์ที่วัดใจเห็นภาพของความโหดร้ายในการอยู่ในสนามรบที่ศัตรูคือสิ่งที่มองไม่เห็นแต่เป็นโรคที่ไม่รู้ว่าจะสู้กับมันยังไง ทั้งฉากที่พยาบาลล้มลงไปแล้วลุกขึ้นมาชูสองนิ้วหรือพยาบาลบอกให้คนไข้สู้ๆแต่ข้างหลังกำลังเข็นศพออกไป ยิ่งได้ตอนสุดท้ายที่มองเห็นเลยว่าความเสียสละของหมอและพยาบาลน่ายกย่องเชิดชูขนาดไหนและหนังเรื่องนี้ก็ทำเรื่องง่ายๆให้มีหัวใจด้วยความจับใจ

Eye of the Storm

Eye of the Storm (2023) นับเป็นงานชั้นเยี่ยมที่คงความเป็นเอกลักษณ์ของไต้หวันไว้เต็มที่และขายความดีงามนั้นได้ตรงจุด ใจกลางของพายุคือความหมายของ Eye of the Storm และหนังก็เล่าได้อย่างทรงคุณค่าเมื่อวางสถานการณ์ไว้ในสถานที่ที่จำกัดทำให้ยิ่งอึดอัดคิดหาทางออกไม่เจอ หนังยังได้งานเพลงที่ส่งอารมณ์เต็มที่ที่เมื่อเวลากดดันก็ทำได้ดีเมื่อเวลาต้องลุ้นก็ทำได้เยี่ยมและที่ต้องชื่นชมคือไม่โฉ่งฉ่างแต่เคล้าคลอเรื่อยๆ ด้วยการเล่าเรื่องไปตรงๆง่ายๆใช้ความรู้สึกข้างในของตัวละครมากำหนดอารมณ์คนดูด้วยเรื่องง่ายๆกับสัญชาตญาณการเอาชีวิตรอดของมนุษย์ที่ใส่มิติการเชิดชูบุคลากรทางการแพทย์ได้เนียนๆ

เก็บทุกรายละเอียดไม่มีทิ้งอะไรไว้กลางทางทุกสิ่งอย่างมีที่มาที่จะพาไปหาเหตุการณ์ที่ใหญ่ขึ้นเรื่อยๆในสถานที่ปิดตาย นั่นหมายความว่าหนังค่อยกดอารมณ์คนดูทีละน้อยจนไปสู่อาการลุ้นระทึกในตอนสุดท้ายที่ก็ยังคงเป็นเรื่องง่ายๆคือการทุ่มทั้งชีวิตเพื่อช่วยชีวิต แม้หนังจะมีฉากสุดท้ายที่เป็นปลายเปิดแต่คนดูก็คิดเอาเองได้ว่าหนังเรื่องนี้ว่ากันที่หัวใจล้วนๆคือหัวใจของความเป็นบุคลากรทางการแพทย์ที่ดี และนี่คือหนังเรื่องเยี่ยมที่ต้องเชิดชูไม่ต่างจากวีรกรรมของบุคลกรทางการแพทย์เหล่านี้

ตัวอย่าง : Eye of the Storm (2023